xslinfo-Orange juice

น้ำส้มคั้น

น้ำส้มคั้นจัดได้ว่าเป็นน้ำผลไม้ที่มีได้รับความนิยมที่สุดบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ เชื่อเหลือเกินว่าตั้งแต่เกิดมาคงไม่มีใครไม่เคยดื่มน้ำส้มคั้นกันอย่างแน่นอน ด้วยกรรมวิธีการทำที่ไม่ยากทุกคนสามารถทำเพื่อดื่มเองที่บ้านได้ บวกกับรสชาติความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้น้ำส้มคั้นเปรียบได้กับน้ำที่เป็นตัวแทนของคนรักสุขภาพอีกส่วนหนึ่งก็ไม่ปาน ซึ่งรสชาติที่โดดเด่นของน้ำส้มคั้นนี่เองที่ทำให้หลายคนต่างก็ชอบอกชอบใจกันมานักต่อนักแล้ว วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำน้ำส้มคั้น ด้วยความที่น้ำส้มคั้นเป็นน้ำผลไม้ที่สามารถทำได้โดยง่าย วัตถุดิบที่ใช้ในการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่ประเด็นหลักจะอยู่ที่การเลือกส้มมาใช้ในการทำ หากได้ส้มที่มีรสชาติดีก็จะยิ่งทำให้น้ำส้มคั้นมีรสชาติที่ออกมาดีตามไปด้วย วัตถุดิบในการทำน้ำส้มคั้น ส้มเขียวหวาน / ส้มสายน้ำผึ้ง หรือส้มสายพันธุ์อื่นๆ ตามที่เห็นสมควร, เกลือ ขั้นตอนในการทำน้ำส้มคั้น 1.ล้างเปลือกด้านนอกของส้มให้สะอาดแนะนำว่าสามารถนำส้มไปแช่น้ำเกลือก่อนได้เพื่อให้ความขมที่ติดมากับเปลือกส้มออกไปเวลาคั้นจะได้ไม่มีรสของความขมหลงเหลืออยู่ 2.ผ่าครึ่งลูกส้มออกเป็น 2 ส่วนในขนาดที่เท่าๆ กัน 3.การคั้นจริงๆ แล้วสามารถเลือกวิธีการคั้นได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความถนัดหรืออุปกรณ์ในการใช้งานของแต่ละคน บางคนเลือกคั้นด้วยมือก็ให้ค่อยๆ กดส้มลงไปที่อุปกรณ์การคั้นแล้วบิดเบาๆ อย่ากดแรงเกินไปเพราะจะทำให้ติดความขมได้ ส่วนคนที่ใช้เครื่องคั้นก็ให้ใส่ส้มที่ผ่าครึ่งลงไปจากนั้นก็ค่อยๆ ดันเครื่องคั้นเพื่อให้น้ำส้มออกมาแต่ก็อย่าดันแรงจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความขมด้วยเช่นเดียวกัน 4.เมื่อได้น้ำส้มในปริมาณที่ต้องการแล้วก็ให้ผสมเกลือลงไปติดหน่อยเพื่อตัดความเปรี้ยวของส้ม 5.นำไปแช่ตู้เย็นหรือใส่น้ำแข็งตามใจชอบก็สามารถทานได้แบบชื่นใจแล้ว รีวิวรสชาติของน้ำส้มคั้น น้ำส้มคั้นที่ดีต้องไม่ใช่รสชาติที่แสดงออกถึงความเปรี้ยวจนไม่รับรู้รสชาติอื่นๆ เลย จริงๆ แล้วน้ำส้มคั้นที่อร่อยจะต้องมีรสชาติเปรี้ยวผสมกับหวานของส้มที่ลงตัวตัดให้มีรสชาติเค็มนิดหน่อยจากเกลือที่ใส่เข้าไปเพื่อตัดรสความเปรี้ยว หากได้รสชาติแบบนี้ยิ่งแช่เย็นยิ่งทำให้น้ำส้มคั้นมีความอร่อยมากกว่าที่เคยด้วย ซึ่งตรงจุดนี้อย่างที่กล่าวไปว่ามันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของส้มที่เลือกนำมาใช้ด้วยว่าเป็นส้มสายพันธุ์ไหน มีรสชาติแบบใด เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รสชาติของน้ำส้มคั้นเป็นไปตามที่ต้องการ

xslinfo-guava Juice-s

น้ำฝรั่ง

ฝรั่งถือเป็นผลไม้อีกชนิดที่คนไทยค่อนข้างให้ความนิยมในการนำมาทานอย่างมาก เนื่องด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของฝรั่งที่ทานแล้วจะกรอบ อร่อย บวกกับยิ่งบางคนได้จิ้มกับพริกเกลือยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้นอีก ที่สำคัญยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย จึงไม่แปลกที่คนทั่วไปก็มักจะนิยมทานฝรั่งกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามนอกจากการทานเป็นลูกๆ หรือหั่นเป็นชิ้นแล้วก็ยังมีการนิยมเอาฝรั่งมาทำเป็นน้ำผลไม้อย่างน้ำฝรั่งด้วยเช่นเดียวกัน วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำน้ำฝรั่ง การทำน้ำฝรั่งไม่ใช่เรื่องยากแต่ประเด็นสำคัญคืออย่าเลือกใช้ฝรั่งที่สุกจนเกินไปเพราะจะทำให้เละ กลิ่นไม่หอม รวมถึงอาจทำให้รสชาติเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็นด้วย วัตถุดิบในการทำน้ำฝรั่ง ฝรั่งสด, น้ำเปล่า, น้ำเชื่อม, เกลือ ขั้นตอนในการทำน้ำฝรั่ง 1.นำฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาดจากนั้นก็ให้ฝานเอาเฉพาะเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อเหมาะแก่การนำไปปั่น 2.นำเนื้อฝรั่งที่ได้ไปเข้าเครื่องปั่นจากนั้นก็ปั่นให้ละเอียดจนเป็นน้ำกับเนื้อยุ่ยๆ 3.เอาผ้าขาวบางวางไว้กับแก้วแล้วเทน้ำฝรั่งที่ปั่นเอาไว้ใส่แล้วเพื่อเป็นการแยกระหว่างน้ำกับเนื้อออกจากกัน 4.นำน้ำเชื่อมที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาเคี่ยวกับน้ำเปล่าใส่ลงไปจากนั้นก็ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เกิดรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิม 5.แนะนำว่าให้แช่เย็นหรือใส่น้ำแข็งแล้วทานจะทำให้น้ำฝรั่งมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิมเลยทีเดียว รีวิวรสชาติของน้ำฝรั่ง น้ำฝรั่งจะมีรสชาติที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากเหมือนกับผลไม้หลายๆ ชนิด ดังนั้นความอร่อยหลักๆ ของน้ำฝรั่งจะมาจากความหวานของน้ำเชื่อมและรสเปรี้ยวนิดๆ ของตัวเนื้อฝรั่งเอง บวกกับการเอาเกลือที่ตัดรสเปรี้ยวตรงนี้ทำให้รสเปรี้ยวที่ว่าจะไม่ได้เปรี้ยวมากจนเกินไป ให้ความสดชื่นมากๆ เวลาดื่มโดยเฉพาะตอนที่น้ำฝรั่งเย็นๆ จะช่วยให้เกิดความสดชื่นเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ประโยชน์ของฝรั่ง 1.สารต้านอนุมูลอิสระในฝรั่งช่วยในป้องกันในเรื่องของความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ดีมากๆ อาทิ มะเร็งในช่องท้อง, มะเร็งหลอดอาหาร, มะเร็งกล่องเสียง, มะเร็งตับอ่อน, มะเร็งในช่องปาก เป็นต้น 2.ช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายแทนที่ไขมันไม่ดีอย่างคลอเรสเตอรอล นั่นหมายถึงการทานฝรั่งมากๆ ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย 3.วิตามินซีจากฝรั่งช่วยในเรื่องของการบำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานเป็นปกติ สุขภาพของหัวใจสมบูรณ์ 4.แร่ธาตุต่างๆ …

xslinfo-pomegranate juice

น้ำทับทิม

หากใครได้มีโอกาสไปเดินตามย่านเยาวราชหรือตามท้องถนนที่เป็นแหล่งขายสินค้าเยอะๆ เรามักจะเห็นร้านรถเข็นธรรมดาไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่นักทว่าสิ่งที่เขาขายกันอยู่ก็คือ น้ำทับทิม แม้บางคนจะบอกว่ามีราคาค่อนข้างสูงไปหน่อยแต่หากว่าได้ลิ้มลองแล้วต่างก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยอย่างไม่มีคำบรรยาย อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่าการจะดื่มน้ำทับทิมให้อร่อยต้องไปเดินหาซื้อตามท้องถนนอย่างที่บอกเอาไว้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เราสามารถที่จะทำเองได้โดยไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลยแม้แต่น้อย เผลอๆ ให้ความอร่อยได้มากกว่าด้วยซ้ำ วัตถุดิบและขั้นตอนการทำน้ำทับทิม ด้วยความที่ทับทิมเป็นผลไม้อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นทำให้การเตรียมวัตถุดิบในการทำน้ำทับทิมจึงไม่ได้มีอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินไปนัก ยิ่งถ้าหากไดทับทิมที่มีรสชาติหวานอร่อยเผลอๆ แค่มีเนื้อทับทิมอย่างเดียวก็เกินพอแล้ว วัตถุดิบที่ใช้ในการทำน้ำทับทิม ทับทิม, เกลือ ขั้นตอนการทำน้ำทับทิม 1.นำทับทิมมาผ่าครึ่งเพื่อให้เป็นเม็ดด้านใน 2.แกะเอาเม็ดด้านในออกมาให้หมดใส่ไว้บนชามรองของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ซึ่งวิธีแกะก็มีด้วยกันหลากหลายอาจเลือกใช้การเคาะเพื่อให้เมล็ดออกมาหรือใช้มือแกะเพื่อให้เมล็ดออกมาก็ได้เช่นเดียวกัน 3.เมื่อแกะเม็ดด้านในออกมาใส่ชามรองของเครื่องปั่นน้ำผลไม้เรียบร้อยจากนั้นก็ให้ใช้ตัวคั้นค่อยๆ กดเม็ดให้น้ำทับทิมไหลออกมาสู่ภาชนะด้านล่าง 4.เมื่อกดจนน้ำทับทิมออกมาหมดแล้วจริงๆ หากเป็นทับทิมที่มีรสชาติดีก็สามารถดื่มได้เลยแต่ถ้าหากออกเปรี้ยวก็ให้ตัดด้วยเกลือใส่ลงไปนิดหน่อยเท่านี้ก็จะทำให้น้ำทับทิมมีรสชาติอร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะ 5.นำไปแช่ตู้เย็นหรือใส่น้ำแข็งเท่านี้ก็สามารถดื่มน้ำทับทิมเย็นๆ ได้อย่างสบายใจแล้ว รีวิวรสชาติของน้ำทับทิม จริงๆ แล้วน้ำทับทิมแท้ๆ ที่ไม่ได้มีการผสมสิ่งใดทั้งสิ้นจะมีรสชาติหวานนำเป็นหลัก อาจมีรสเปรี้ยวเพิ่มเติมขึ้นมาบ้างเล็กน้อยสำหรับทับทิมบางลูกที่รสชาติไม่ได้หวานมาก ซึ่งตรงจุดนี้เกลือสามารถตัดรสเปรี้ยวได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าหากว่าได้ดื่มน้ำทับทิมเย็นๆ จะยิ่งช่วยให้เกิดความสดชืนขึ้นกับร่างกายอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ประโยชน์ของทับทิม 1. เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยในการสร้างความสดชื่นให้กับร่างกาย เกิดความกระปรี้กระเปร่า สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย 2. มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดช่วยให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นหรือแก่ก่อนวัยอันควร 3. ช่วยลดภาวการณ์แข็งตัวของเลือดจากการที่มีไขมันในเลือดสูงได้ดี บรรเทาอาการโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงได้

xslinfo-Blueberry ice cream

ไอศกรีมบลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่จัดว่าเป็นผลไม้ต่างประเทศอีกชนิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันนี้ ด้วยความที่รสชาติอันโดดเด่นบวกกับสีสันที่สวยงามทำให้นอกจากจะนำมาทานกันแบบสดๆ แล้วยังมักมีการนำบลูเบอร์รี่มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำอาหารโดยเฉพาะของหวาน เราจึงมักเห็นว่าของหวานมากมายที่มีบลูเบอร์รี่เป็นส่วนประกอบ อาทิ เค้ก ไอศกรีม โดยเฉพาะไอศกรีมนี่ต้องบอกเลยว่าเป็นของชอบของหลายคนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่บลูเบอร์รี่จะเป็นผลไม้ที่คนไทยชื่นชอบ วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำไอศกรีมบลูเบอร์รี่ การนำเอาบลูเบอร์รี่มาทำเป็นไอศกรีมส่วนหนึ่งก็เพราะว่าด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบวกกับความสวยงามอย่างที่ได้กล่าวเอาไว้เบื้องต้นซึ่งปกติแล้วการทำไอศกรีมบลูเบอร์รี่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรสักเท่าไหร่นัก วัตถุดิบในการทำไอศกรีมบลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่สด, น้ำตาลทราย, น้ำมะนาว, เฮฟวี่ครีม, นมสด, เกลือ, กลิ่นวนิลา, ไข่แดง ขั้นตอนในการทำไอศกรีมบลูเบอร์รี่ 1.เปิดเตาใส่น้ำตั้งไฟนำน้ำตาลทราย, บลูเบอร์รี่, น้ำมะนาว ต้มเข้าด้วยกันคนจนเดือดจากนั้นก็ให้เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมทั้งหมดมีลักษณะคล้ายซอส แล้วนำเฮฟวี่ครีมไปผสมกับกลิ่นวนิลา คนให้เข้ากันพักเพื่อเตรียมไว้ 2.นมสด ครีม น้ำตาลทราย เกลือป่น ใส่ในหม้อตั้งเตาคนให้น้ำตาลละลายได้ที่ 3.นำไข่แดงตีให้พอเข้าจากนั้นเทส่วนผสมของนมที่ผสมไว้ใส่ลงไป ตีให้เข้ากัน 4.เทส่วนผสมของซอสบลูเบอร์รี่ลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นก็เทใส่ในเฮฟวี่ครีมที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน 5.นำพลาสติกถนอมอาหารมาคลุมไว้ จากนั้นเอาส่วนผสมต่างๆ ไปแช่แข็งในตู้เย็น 4-6 ชั่วโมง 6.จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียดแล้วกลับไปแช่อีกครั้งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง รีวิวรสชาติไอศกรีมรสบลูเบอร์รี่ รสชาติแรกที่จะสัมผัสได้แน่นอนจากการทานไอศกรีมบลูเบอร์รี่ก็คือรสเปรี้ยวของบลูเบอร์รี่เอง ตามด้วยรสหวานที่มาจากน้ำตาลทราย กับบลูเบอร์รี่ผสมกันเล็กๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นรสชาติที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ในตัวเองอยู่ไม่น้อย …

xslinfo-Cantaloupe ice cream-s

ไอศกรีมแคนตาลูป

แคนตาลูป ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย แม้ต้นกำเนิดที่แท้จริงจะมาจากอินเดียก่อนจะเป็นที่รู้จักจากการมีคนนำไปปลูกไว้ที่อิตาลีก็ตาม แต่ด้วยความอร่อยของผลไม้ชนิดนี้จึงเป็นที่โปรดปรานของคนทั่วโลกและคนไทยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว จากการได้รับความนิยมอย่างมากทำให้เริ่มมีการนำพันธุ์แคนตาลูปเข้ามาปลูกในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้หาทานกันได้ง่ายยิ่งขึ้น เมื่อหาทานได้ง่ายจึงไม่แปลกที่การนำเอาวัตถุดิบดีๆ แบบนี้มาแปรรูปจึงเกิดขึ้น ไอศกรีมแคนตาลูปก็เป็นหนึ่งในการนำเอาวัตถุดิบชั้นดีมาทำให้เกิดความอร่อยมากขึ้นด้วยเช่นกัน วัตถุดิบและขั้นตอนการทำไอศกรีมแคนตาลูป การทำไอศกรีมแคนตาลูปจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีความยากไปกว่าการทำไอศกรีมในแบบอื่นๆ เลย ลองมาดูถึงวัตถุดิบและขั้นตอนการทำว่าเป็นอย่างไรบ้าง วัตถุดิบในการทำไอศกรีมแคนตาลูป เนื้อแคนตาลูป, นมจืด, ไข่ไก่, น้ำตาล, น้ำมะนาว ขั้นตอนในการทำไอศกรีมแคนตาลูป 1.นำเนื้อแคนตาลูปที่หั่นไว้เรียบร้อยแล้วมาปั่นให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน 2.ตอกไข่ใส่ชามเพื่อเอาไว้สำหรับผสม ใสน้ำตาลแล้วตีให้ผสมเข้ากัน 3.เทน้ำใส่หม้อที่มีขนาดใหญ่กว่าชามที่ผสมเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ จากนั้นก็ยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด นำชามที่ผสมเอาไว้ในตอนแรกวางให้สัมผัสกับน้ำ แนะนำว่าให้ใช้ถุงมือกันความร้อนด้วยก็จะดีมาก 4.ต้มนมให้แค่พอเดือดจากนั้นก็ปิดไฟเอาลงพักไว้ 5.คนส่วนผสมที่อยู่ในชามเอาไว้ตลอดเวลา เมื่อรู้สึกว่าได้ที่แล้วก็ให้เทนมใส่ลงไปในชามดังกล่าว 6.ให้ทำการคนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเนื้อของส่วนผสมต่างๆ เข้ากับนมได้เป็นอย่างดีจากนั้นก็ให้ยกลงแล้วคนต่ออีกสักพักหนึ่งจนเย็น 7.ใสเนื้อแคนตาลูปที่ปั่นเอาไว้ในตอนแรกลงไป คนให้เข้ากันดี ใส่มะนาวลงไปนิดหน่อย 8.ปิดนำฝามาปิดแล้วแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำออกมาคนด้วยตะกร้อมือแล้วกลับไปแช่ไว้อีกครั้ง ทำสัก 8 รอบ จะได้ความอร่อยที่ดีมาก รีวิวไอศกรีมแคนตาลูป จริงๆ แล้วรสชาติของแคนตาลูปจะออกเป็นรสหวานไม่มากการผสมน้ำตาลกับมะนาวนิดหน่อยลงไปจะทำให้ไอศกรีมแคนตาลูปมีรสชาติหวานน้ำแต่ก็แอบซ่อนเปรี้ยวนิดๆ เพื่อให้รู้สึกได้ว่านี่คือไอศกรีมผลไม้ จัดว่าเป็นไอศกรีมที่มีความเอร็ดอร่อยอีกชนิดเลยก็ว่าได้

xslinfo-Mango sticky rice ice cream

ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง

ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทยที่เกิดในแผ่นดินอันมีความอุดมสมบูรณ์เรื่องของอาหารการกินจึงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่แปลกที่หลายชาติต่างก็ยกย่องให้ประเทศไทยของเราเป็นครัวของโลก เหตุผลก็คงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการที่ประเทศเรามีวัตถุดิบในการสร้างสรรค์เมนูอาหารมากมายทั้งคาวและหวาน ซึ่งเมนูยอดนิยมที่เป็นอาหารไทยหากเป็นของคาวก็คงหนีไม่พ้นอาหารอย่าง ส้มตำ, ต้มยำกุ้ง เป็นต้น แต่ถ้าหากลองนึกถึงของหวานที่เป็นของขึ้นชื่อหนึ่งในนั้นจะต้องมี ข้าวเหนียวมะม่วง ด้วยอย่างแน่นอน รีวิวความอร่อยของไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง จริงๆ แล้วต้องบอกก่อนว่าส่วนมากคนไทยมักจะไม่ค่อยเลือกทำไอศกรีมข้าวเหนียมมะม่วงเหมือนกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ด้วยความที่ความอร่อยที่แท้จริงของการทำไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงอยู่ที่การคัดสรรมะม่วงพันธุ์ดี อาทิ น้ำดอกไม้ อกร่อง มันเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ที่สำคัญในช่วงเวลาที่ออกมาก็ราคาแรงอยู่ใช่ย่อยดังนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมเลือกที่จะหาซื้อทานมากกว่า อีกอย่างก็คือการมูนข้าวเหนียวมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนี้หากว่ากันตามความเป็นจริงเมื่อถึงหน้าเทศกาลของข้าวเหนียวมะม่วงก็มักจะมีร้านไอศกรีมเจ้าดังหลายร้านทำเมนูนี้ออกมาล่อตาล่อใจกลุ่มลูกค้า ซึ่งก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอด้วย อย่างไรก็ตามหากใครอยากรู้วิธีทำเพื่อนำไปลองปฏิบัติเองเดี๋ยวช่วงท้ายจะแนะนำกันด้วย มาว่ากันที่เรื่องของความอร่อยของไอศกรีมมะม่วงต้องบอกเลยว่ายิ่งได้มะม่วงที่หวานฉ่ำมากเท่าไหร่ความอร่อยก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งรสชาติที่เราจะได้ก็เป็นการผสมผสานระหว่างความหวานกับความมันตัดเลี่ยนด้วยการทานข้าวเหนียวมูนหอมๆ หวานๆ คู่กันไปด้วย ถือเป็นของโปรดของคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำไอศกรีมมะม่วง มะม่วงอกร่อง / น้ำดอกไม้ หรือมะม่วงสุกที่มีรสหวาน, วิปปิ้งครีม, น้ำตาลทราย, นมข้นหวาน, ขั้นตอนการทำ 1.นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในเครื่องปั่นจากนั้นก็ทำการปั่นจนมีเนื้อที่เนียนละเอียด 2.ชิมรสชาติให้ดีหากยังไม่พอใจหรือชอบรสชาติในแบบไหนก็ใส่เพิ่มเติมเข้าไปได้ 3.เมื่อได้รสชาติที่ดีก็เทใส่กล่องที่มีฝา ปิดให้เรียบร้อยแล้วแช่ตู้เย็นช่องแข็ง 2 ชั่วโมง 4.นำออกมาปั่นอีกรอบแล้วนำกลับไปแช่อีก 2 ชั่วโมง ทำแบบนี้ 2 ครั้ง เมื่อทำครั้งสุดท้ายก็ให้แช่ค้างคืนเอาไว้ …

xslinfo-Corn ice cream-s

ไอศกรีมข้าวโพด

หากให้ลองนึกถึงผลไม้ไทยๆ อันเป็นที่ถูกอกถูกใจคนไทยมาอย่างช้านานหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นข้าวโพดอย่างแน่นอน นี่คือ ผลไม้ไทยที่อยู่ในข่ายสามารถหาทานได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เดินไปตามตลาดหรือแม้แต่มีรถวิ่งขายผ่านก็สามารถหาซื้อทานกันได้แล้ว ที่สำคัญข้าวโพดยังสามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นเมนูอาหารได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน แต่สำหรับเมืองไทยที่มีอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี การนำข้าวโพดมาเปลี่ยนเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นไอศกรีมคงเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว วัตถุดิบและขั้นตอนการทำไอศกรีมข้าวโพด อย่างไรก็ตามต้องบอกก่อนว่าการทำไอศกรีมข้าวโพดสามารถเลือกทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนว่าอยากนำข้าวโพดมาแปรเปลี่ยนเป็นไอศกรีมลักษณะใด สำหรับตอนนี้จึงอยากนำเสนอในการนำเอาข้าวโพดมาทำเป็นไอศกรีมแบบถ้วยแสนอร่อยรับรองว่าโดนใจอย่างแน่นอน วัตถุดิบในการทำไอศกรีมข้าวโพด ข้าวโพด, น้ำตาลทราย, นมจืด, วิปปิ้งครีม, ไข่แดง, เกลือป่น ขั้นตอนในการทำไอศกรีมข้าวโพด 1.ต้มข้าวโพดเหลืองจนสุกจากนั้นก็ทำการฝานให้เป็นแผ่นบางๆ ใส่ถ้วยรอเอาไว้ 2.เอาไข่แดงที่เตรียมไว้ตีจนฟู 3.เอานมจืดขึ้นตั้งไฟระดับปานกลางจนเดือด จุดนี้สำคัญคือต้องพยายามคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดการไหม้บริเวณก้นหม้อ 4.นำไข่แดง วิปปิ้งครีม น้ำตาล และเกลือใส่ลงไปด้วยกันจากนั้นก็คนให้ละลายตั้งไฟให้เดือด 5.เมื่อคนส่วนผสมก่อนหน้านี้จนได้ที่แล้วก็ใส่ข้าวโพดลงไป คนให้เข้ากันอีกรอบ จากนั้นก็ยกลงรอให้เย็น 6.นำเอาส่วนผสมทั้งหมดเทลงกล่องพลาสติก จากนั้นก็เอามาแช่ตู้เย็นไว้ในช่องแช่แข็งประมาณ 5 ชั่วโมง 7.เมื่อได้ที่ก็นำเอาไปใส่ในเครื่องปั่นไอศกรีม ปั่นให้กลายเป็นไอศกรีม จากนั้นก็เทกลับใส่กล่องพลาสติกอีกครั้ง 8.นำเข้าตู้เย็นที่ช่องแช่แข็งอีกครั้งจนไอศกรีมแข็งตัว เมื่อแข็งตัวก็สามารถตักมาทานได้เลย รีวิวรสชาติไอศกรีมข้าวโพด การเลือกทานไอศกรีมข้าวโพดในลักษณะนี้จะได้สัมผัสถึงความหอม มัน ของส่วนผสมต่างๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ส่วนรสชาติของตัวข้าวโพดเองที่ออกหวานก็จะช่วยส่งให้ไอศกรีมมีความหวานมากขึ้นกว่าเดิมด้วย จัดว่าเป็นขนมที่สามารถนำมาทานในช่วงเวลาอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของข้าวโพด 1.มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ผิวพรรณมีความสดใส่ …

xslinfo-Kiwifruit ice cream-s

ไอศกรีมกีวี

กีวี ถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทย แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้แท้ๆ ที่คนไทยสามารถปลูกขึ้นมาเองได้เหมือนกับต้นตำรับ แต่ด้วยความที่ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่สามารถนำมาแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมในการทำอาหารทั้งคาวและหวานได้อย่างหลากหลายจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากีวีคือผลไม้อันเป็นที่ถูกอกถูกใจของหลายๆ คนมายาวนาน การนำเอากีวีมาทำไอศกรีมก็นับได้ว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการนำเอาผลไม้ชนิดนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นขนมสรเลิศ วัตถุดิบและขั้นตอนการทำไอศกรีมกีวี ก่อนที่จะรู้ว่ารสชาติของไอศกรีมกีวีเป็นอย่างไรเราก็ควรที่จะต้องรู้จักวัตถุดิบและขั้นตอนในการทำเสียก่อนเพื่อเวลาที่ชิมหรือทานแล้วจะได้เข้าใจในความเป็นรสชาติของไอศรีมกีวีมากยิ่งขึ้น วัตถุดิบในการทำไอศกรีมกีวี น้ำ, น้ำตาลทราย, กีวี, มะนาว, น้ำต้มสุก, น้ำมะนาว ขั้นตอนในการทำไอศกรีมกีวี 1.น้ำน้ำมาต้มให้เดือดแล้วผสมน้ำตาลทรายลงไปในอัตราที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้ละลายจนกลายเป็นน้ำเชื่อมจากนั้นตั้งพักเอาไว้ให้เย็น 2.หั่นกีวีออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ใส่ลงไปในเครื่องปั่น ปั่นกีวีให้ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน 3.นำกีวีปั่นที่ได้เทใส่ในอ่างเติมน้ำเชื่อมที่พักเอาไว้, มะนาว, และผสมน้ำต้มสุกลงไปอีกเล็กน้อย จากนั้นก็คนให้เข้ากัน 4.หั่นกีวีให้เป็นชิ้นจากนั้นใส่ลงไปในพิมพ์สำหรับการทำไอศกรีม แล้วนำส่วนผสมที่ได้ทำเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ใส่ตามลงไป นำเอาแช่ตู้แช่แข็ง โดยอาจเสียบไม้ไอศกรีมเอาไว้เพื่อให้ทานง่ายขึ้น 5.รอให้ไอศกรีมแข็งตัวเท่านี้ก็สามารถทานได้อย่างเอร็ดอร่อย รีวิวรสชาติไอศกรีมกีวี ด้วยความที่รสชาติทีแท้จริงของกีวีจะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเมื่อเรานำมาผสมกับน้ำตาลเพื่อให้เกิดเป็นความหวานที่เข้มข้นขึ้นบวกกับการผสมน้ำมะนาวนิดหน่อยเพื่อให้รสชาติความเปรี้ยวยังคงอยู่รสชาติของไอศกรีมกีวีจะมีลักษณะเปรี้ยวนำแล้วก็หวานตาม โดยความเปรี้ยวที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เปรี้ยวจนทานไม่ได้เหตุเพราะจะมีความหวานมาช่วยตัดกันอย่างพอดิบพอดี ถือว่าเป็นขนมที่สามารถช่วยผ่อนคลายในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของกีวี 1.เป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง ตรงจุดนี้จะช่วยในเรื่องของการชะลอความแก่ของร่างกายได้จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการลดความเสื่อมของอวัยวะส่วนต่างๆ ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลรวมถึงช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย 2.มีไฟเบอร์สูง ช่วยทำให้อิ่มได้เร็วและนานมากขึ้น ช่วยในการปรับปรุงระบบย่อยอาหารของร่างกายได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมให้หัวใจมีการทำงานที่ดีทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

xslinfo-Dried thyme

อินทผลัมอบแห้ง

หากเอ่ยชื่อของอินทผลัมหลายคนอาจไม่ค่อยรู้จักกับผลไม้ชนิดนี้สักเท่าไหร่นัก หรือบางคนอาจคุ้นชินบางเล็กน้อยแต่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ทานเลยก็มี สาเหตุมันก็มาจากการที่ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่ไม่ได้กำเนิดขึ้นมาในเมืองไทย อีกทั้งทุกวันนี้เมืองไทยเองยังปลูกผลไม้ชนิดนี้ได้น้อยเหตุเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้นแต่อินทผลัมจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อนหรือเขตทะเลทราย จึงจำเป็นต้องนำเข้ามาจากประเทศที่เขาผลิตได้มากทางแถบตะวันออกกลาง ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ส่วนการนำเข้ามานั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายทั้งการนำเข้ามาแบบสดๆ หรือผ่านการแปรรูปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้จักกับอินทผลัมอบแห้ง อย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยเลือกที่จะนำเข้ามาทั้งอินทผลัมแบบสดกับแบบที่แปรรูปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้หากต้องการหาซื้ออินทผลัมอบแห้งก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดที่มีขายแต่หากใครที่ไม่สามารถหาแบบอบแห้งได้แต่สามารถหาได้แบบสดๆ แทนก็ไม่ใช่เรื่องยากในการที่จะนำผลไม้ชนิดนี้มาทำการอบแห้ง เนื่องจากลักษณะของผลไม้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่เอามาอบแห้งมากนัก ขั้นตอนการทำอินทผลัมอบแห้ง 1.เลือกผลอินทผลัมที่มีความสุกกำลังดีเพื่อให้รสชาติเวลาอบแห้งจะได้มีรสชาติดีตามไปด้วย 2.นำอินทผลัมไปล้างให้สะอาดดูว่าไม่มีร่องรอยของสิ่งสกปรกใดๆ เหลืออยู่ 3.ไม่จำเป็นต้องผ่าหรือทำอะไรทั้งสิ้นสามารถนำอินทผลัมที่ล้างน้ำสะอาดแล้วมาผ่านกระบวนการอบแห้งได้เลยด้วยการใช้เตาอบที่อุณหภูมิราว 130-160 องศาฟาเรนไฮต์ เกลี่ยให้ลูกอินทผลัมกระจายไปทั่วภาชนะเพื่อให้เวลาอบแล้วจะได้สุกเท่าๆ กัน ไม่ชื้นหรือแห้งจนเกินไปในบางลูก 4.นำเข้าเตาอบแต่อย่าลืมที่จะเอามาเปิดดูทุก 2 ชั่วโมงแล้วกลับด้านเพื่อให้เกิดความแห้งที่เสมอกัน 5.เมื่อทำจนได้ที่ก็ให้นำอินทผลัมออกจากเตาเท่านี้ก็จะได้อินทผลัมอบแห้งแบบง่ายๆ แล้ว รีวิวรสชาติของอินทผลัมอบแห้ง รสชาติที่แท้จริงของอินทผลัมก็จะมีความหวานอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีการนำมาอบแห้งความหวานในตัวของอินทผลัมก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้รสชาติที่จะได้ก็จะยิ่งมีความหวานเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แถมด้วยเป็นวิธีการแปรรูปอาหารด้วยการอบแห้งมันยิ่งทำให้สามารถทานได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมด้วย หากใครที่เคยลองทานอินทผลัมทั้งแบบสดๆ และแบบอบแห้งก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วรสชาติไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและการซื้อหามาได้ของแต่ละคนว่าจะเลือกแบบไหนมากกว่า

xslinfo-Mango

มะม่วงหยี

ผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นชินกันมากที่สุดแถมมีสายพันธุ์เยอะเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยก็ว่าได้นั่นคือ มะม่วง ด้วยความที่นี่เป็นผลไม้ที่ทุกบ้านสามารถปลูกได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ชาวสวนเป็นผู้ปลูกเพื่อขายอย่างเดียว ทำให้มะม่วงเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่าย ออกผลได้เร็ว มีรสชาติอร่อยตามสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป ด้วยความที่ออกผลเร็ว และบ่อยครั้งจึงไม่แปลกที่ปัญหาของการเก็บมะม่วงเอาไว้นานอย่างหนึ่งก็คือมันเกิดการเน่าทำให้ต้องทิ้งมะม่วงลูกนั้นไป จากสาเหตุที่ว่านี้จึงทำให้หลายคนพยายามเลือกเอาวิธีการแปรรูปอาหารวิธีใดวิธีหนึ่งมาเป็นตัวช่วยให้มะม่วงไม่เน่าเสีย หนึ่งในวิธีการแปรรูปในการนำมะม่วงมาทำก็คือ การทำมะม่วงหยี ขั้นตอนการทำมะม่วงหยี เหนือสิ่งอื่นใดก่อนจะทำมะม่วงหยีได้เราต้องรู้ก่อนว่ามะม่วงที่เราเลือกมานั้นเป็นมะม่วงประเภทใด สายพันธุ์อะไร โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องเลือกมะม่วงที่สุกเหลือง ซึ่งรสชาติมันก็อาจไม่ได้เหมือนกันทุกลูกทุกพันธุ์ อาทิ น้ำดอกไม้ก็จะหวานอร่อยหากสุกจัด, มะม่วงแก้วจะออกเปรี้ยวหน่อยๆ แม้ว่าจะสุกแล้วก็ตาม เป็นต้น ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้รสชาติของมะม่วงหยีต่างกันด้วย ก็ลองเลือกมาว่าชื่นชอบรสชาติแบบไหนมากกว่ากันส่วนขั้นตอนการทำมะม่วงหยีสามารถทำได้ ดังนี้ 1.นำมะม่วงสุกที่ต้องการจะทำมาปอกเปลือกให้เหลือแต่เนื้อข้างใน 2.หั่นมะม่วงออกให้เป็นชิ้นยาวๆ พอดีคำที่เราจะสามารถทานได้ในทันทีไม่ต้องยาวหรือสั้นมากจนเกินไป 3.หม้อตั้งไฟใส่น้ำลงไป ใส่น้ำตาลทราย เกลือ แล้วใส่มะม่วงที่หั่นเรียบร้อยแล้วลงไป ใช้เวลาในการเชื่อมราวๆ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่ามะม่วงสายพันธุ์นั้นหวานขนาดไหน หากหวานอยู่แล้วก็อาจเชื่อมแค่ไม่นานก็เพียงพอแล้ว 4.เมื่อเชื่อมจนได้ที่ก็ตักออกแล้วนำมาเทใส่ถาดเพื่อเข้าสู่กระบวนการการอบ 5.นำมะม่วงเข้าตู้อบซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการของแต่ละคนว่าใช้เตาอบแบบไหน หากเป็นเตาอบทั่วๆ ไปก็อาจใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมง ก็เพียงพอ 6.เมื่ออบจนแห้งได้ที่ก็นำออกมาคลุกเกลือ น้ำตาล บางคนอาจผสมพริกป่นไปด้วยก็ไม่ใช่ปัญหา …