xslinfo-Kiwifruit ice cream-s

ไอศกรีมกีวี

กีวี ถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทย แม้ว่าจะไม่ใช่ผลไม้แท้ๆ ที่คนไทยสามารถปลูกขึ้นมาเองได้เหมือนกับต้นตำรับ แต่ด้วยความที่ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่สามารถนำมาแปรรูปหรือเป็นส่วนผสมในการทำอาหารทั้งคาวและหวานได้อย่างหลากหลายจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากีวีคือผลไม้อันเป็นที่ถูกอกถูกใจของหลายๆ คนมายาวนาน การนำเอากีวีมาทำไอศกรีมก็นับได้ว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการนำเอาผลไม้ชนิดนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นขนมสรเลิศ วัตถุดิบและขั้นตอนการทำไอศกรีมกีวี ก่อนที่จะรู้ว่ารสชาติของไอศกรีมกีวีเป็นอย่างไรเราก็ควรที่จะต้องรู้จักวัตถุดิบและขั้นตอนในการทำเสียก่อนเพื่อเวลาที่ชิมหรือทานแล้วจะได้เข้าใจในความเป็นรสชาติของไอศรีมกีวีมากยิ่งขึ้น วัตถุดิบในการทำไอศกรีมกีวี น้ำ, น้ำตาลทราย, กีวี, มะนาว, น้ำต้มสุก, น้ำมะนาว ขั้นตอนในการทำไอศกรีมกีวี 1.น้ำน้ำมาต้มให้เดือดแล้วผสมน้ำตาลทรายลงไปในอัตราที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้ละลายจนกลายเป็นน้ำเชื่อมจากนั้นตั้งพักเอาไว้ให้เย็น 2.หั่นกีวีออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ใส่ลงไปในเครื่องปั่น ปั่นกีวีให้ละเอียดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน 3.นำกีวีปั่นที่ได้เทใส่ในอ่างเติมน้ำเชื่อมที่พักเอาไว้, มะนาว, และผสมน้ำต้มสุกลงไปอีกเล็กน้อย จากนั้นก็คนให้เข้ากัน 4.หั่นกีวีให้เป็นชิ้นจากนั้นใส่ลงไปในพิมพ์สำหรับการทำไอศกรีม แล้วนำส่วนผสมที่ได้ทำเอาไว้เมื่อสักครู่นี้ใส่ตามลงไป นำเอาแช่ตู้แช่แข็ง โดยอาจเสียบไม้ไอศกรีมเอาไว้เพื่อให้ทานง่ายขึ้น 5.รอให้ไอศกรีมแข็งตัวเท่านี้ก็สามารถทานได้อย่างเอร็ดอร่อย รีวิวรสชาติไอศกรีมกีวี ด้วยความที่รสชาติทีแท้จริงของกีวีจะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเมื่อเรานำมาผสมกับน้ำตาลเพื่อให้เกิดเป็นความหวานที่เข้มข้นขึ้นบวกกับการผสมน้ำมะนาวนิดหน่อยเพื่อให้รสชาติความเปรี้ยวยังคงอยู่รสชาติของไอศกรีมกีวีจะมีลักษณะเปรี้ยวนำแล้วก็หวานตาม โดยความเปรี้ยวที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เปรี้ยวจนทานไม่ได้เหตุเพราะจะมีความหวานมาช่วยตัดกันอย่างพอดิบพอดี ถือว่าเป็นขนมที่สามารถช่วยผ่อนคลายในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของกีวี 1.เป็นผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง ตรงจุดนี้จะช่วยในเรื่องของการชะลอความแก่ของร่างกายได้จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการลดความเสื่อมของอวัยวะส่วนต่างๆ ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลรวมถึงช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย 2.มีไฟเบอร์สูง ช่วยทำให้อิ่มได้เร็วและนานมากขึ้น ช่วยในการปรับปรุงระบบย่อยอาหารของร่างกายได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมให้หัวใจมีการทำงานที่ดีทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

xslinfo-Dried thyme

อินทผลัมอบแห้ง

หากเอ่ยชื่อของอินทผลัมหลายคนอาจไม่ค่อยรู้จักกับผลไม้ชนิดนี้สักเท่าไหร่นัก หรือบางคนอาจคุ้นชินบางเล็กน้อยแต่ก็ไม่เคยได้เห็นหรือได้ทานเลยก็มี สาเหตุมันก็มาจากการที่ผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ที่ไม่ได้กำเนิดขึ้นมาในเมืองไทย อีกทั้งทุกวันนี้เมืองไทยเองยังปลูกผลไม้ชนิดนี้ได้น้อยเหตุเพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อนชื้นแต่อินทผลัมจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อนหรือเขตทะเลทราย จึงจำเป็นต้องนำเข้ามาจากประเทศที่เขาผลิตได้มากทางแถบตะวันออกกลาง ทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ส่วนการนำเข้ามานั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายทั้งการนำเข้ามาแบบสดๆ หรือผ่านการแปรรูปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รู้จักกับอินทผลัมอบแห้ง อย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยเลือกที่จะนำเข้ามาทั้งอินทผลัมแบบสดกับแบบที่แปรรูปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้หากต้องการหาซื้ออินทผลัมอบแห้งก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดที่มีขายแต่หากใครที่ไม่สามารถหาแบบอบแห้งได้แต่สามารถหาได้แบบสดๆ แทนก็ไม่ใช่เรื่องยากในการที่จะนำผลไม้ชนิดนี้มาทำการอบแห้ง เนื่องจากลักษณะของผลไม้ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่เอามาอบแห้งมากนัก ขั้นตอนการทำอินทผลัมอบแห้ง 1.เลือกผลอินทผลัมที่มีความสุกกำลังดีเพื่อให้รสชาติเวลาอบแห้งจะได้มีรสชาติดีตามไปด้วย 2.นำอินทผลัมไปล้างให้สะอาดดูว่าไม่มีร่องรอยของสิ่งสกปรกใดๆ เหลืออยู่ 3.ไม่จำเป็นต้องผ่าหรือทำอะไรทั้งสิ้นสามารถนำอินทผลัมที่ล้างน้ำสะอาดแล้วมาผ่านกระบวนการอบแห้งได้เลยด้วยการใช้เตาอบที่อุณหภูมิราว 130-160 องศาฟาเรนไฮต์ เกลี่ยให้ลูกอินทผลัมกระจายไปทั่วภาชนะเพื่อให้เวลาอบแล้วจะได้สุกเท่าๆ กัน ไม่ชื้นหรือแห้งจนเกินไปในบางลูก 4.นำเข้าเตาอบแต่อย่าลืมที่จะเอามาเปิดดูทุก 2 ชั่วโมงแล้วกลับด้านเพื่อให้เกิดความแห้งที่เสมอกัน 5.เมื่อทำจนได้ที่ก็ให้นำอินทผลัมออกจากเตาเท่านี้ก็จะได้อินทผลัมอบแห้งแบบง่ายๆ แล้ว รีวิวรสชาติของอินทผลัมอบแห้ง รสชาติที่แท้จริงของอินทผลัมก็จะมีความหวานอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีการนำมาอบแห้งความหวานในตัวของอินทผลัมก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมาอีก ทำให้รสชาติที่จะได้ก็จะยิ่งมีความหวานเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แถมด้วยเป็นวิธีการแปรรูปอาหารด้วยการอบแห้งมันยิ่งทำให้สามารถทานได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมด้วย หากใครที่เคยลองทานอินทผลัมทั้งแบบสดๆ และแบบอบแห้งก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วรสชาติไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนักขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและการซื้อหามาได้ของแต่ละคนว่าจะเลือกแบบไหนมากกว่า

xslinfo-Mango

มะม่วงหยี

ผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นชินกันมากที่สุดแถมมีสายพันธุ์เยอะเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยก็ว่าได้นั่นคือ มะม่วง ด้วยความที่นี่เป็นผลไม้ที่ทุกบ้านสามารถปลูกได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้ชาวสวนเป็นผู้ปลูกเพื่อขายอย่างเดียว ทำให้มะม่วงเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่าย ออกผลได้เร็ว มีรสชาติอร่อยตามสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป ด้วยความที่ออกผลเร็ว และบ่อยครั้งจึงไม่แปลกที่ปัญหาของการเก็บมะม่วงเอาไว้นานอย่างหนึ่งก็คือมันเกิดการเน่าทำให้ต้องทิ้งมะม่วงลูกนั้นไป จากสาเหตุที่ว่านี้จึงทำให้หลายคนพยายามเลือกเอาวิธีการแปรรูปอาหารวิธีใดวิธีหนึ่งมาเป็นตัวช่วยให้มะม่วงไม่เน่าเสีย หนึ่งในวิธีการแปรรูปในการนำมะม่วงมาทำก็คือ การทำมะม่วงหยี ขั้นตอนการทำมะม่วงหยี เหนือสิ่งอื่นใดก่อนจะทำมะม่วงหยีได้เราต้องรู้ก่อนว่ามะม่วงที่เราเลือกมานั้นเป็นมะม่วงประเภทใด สายพันธุ์อะไร โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องเลือกมะม่วงที่สุกเหลือง ซึ่งรสชาติมันก็อาจไม่ได้เหมือนกันทุกลูกทุกพันธุ์ อาทิ น้ำดอกไม้ก็จะหวานอร่อยหากสุกจัด, มะม่วงแก้วจะออกเปรี้ยวหน่อยๆ แม้ว่าจะสุกแล้วก็ตาม เป็นต้น ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้รสชาติของมะม่วงหยีต่างกันด้วย ก็ลองเลือกมาว่าชื่นชอบรสชาติแบบไหนมากกว่ากันส่วนขั้นตอนการทำมะม่วงหยีสามารถทำได้ ดังนี้ 1.นำมะม่วงสุกที่ต้องการจะทำมาปอกเปลือกให้เหลือแต่เนื้อข้างใน 2.หั่นมะม่วงออกให้เป็นชิ้นยาวๆ พอดีคำที่เราจะสามารถทานได้ในทันทีไม่ต้องยาวหรือสั้นมากจนเกินไป 3.หม้อตั้งไฟใส่น้ำลงไป ใส่น้ำตาลทราย เกลือ แล้วใส่มะม่วงที่หั่นเรียบร้อยแล้วลงไป ใช้เวลาในการเชื่อมราวๆ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่ามะม่วงสายพันธุ์นั้นหวานขนาดไหน หากหวานอยู่แล้วก็อาจเชื่อมแค่ไม่นานก็เพียงพอแล้ว 4.เมื่อเชื่อมจนได้ที่ก็ตักออกแล้วนำมาเทใส่ถาดเพื่อเข้าสู่กระบวนการการอบ 5.นำมะม่วงเข้าตู้อบซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการของแต่ละคนว่าใช้เตาอบแบบไหน หากเป็นเตาอบทั่วๆ ไปก็อาจใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมง ก็เพียงพอ 6.เมื่ออบจนแห้งได้ที่ก็นำออกมาคลุกเกลือ น้ำตาล บางคนอาจผสมพริกป่นไปด้วยก็ไม่ใช่ปัญหา …

xslinfo-Fried Durian

ทุเรียนทอด

หนึ่งในผลไม้ไทยที่ขึ้นชื่อ มีชื่อเสียงโด่งดัง เรียกว่าเป็นราชาผลไม้ก็ไม่ปานนั่นคือ ทุเรียน นี่คือผลไม้ที่ต้องบอกว่าในปีๆ หนึ่งจะออกผลมาเพียงแค่ไม่กี่เดือนแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก บางคนถึงขนาดว่าเวลาถึงหน้าทุเรียนเมื่อไหร่จะต้องมีทุเรียนติดบ้านเอาไว้อย่างไม่ขาดกันเลยทีเดียว เพราะกลิ่นที่หอมหวนบวกกับรสชาติที่หวานอร่อย หลายคนมักติดอกติดใจทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีในประเทศไทยกันไม่น้อย สาเหตุที่มีการนำทุเรียนมาทอด ผลไม้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามอย่าลืมว่าด้วยความที่มันเป็นของสดอายุของการทานจะน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้การนำเอาทุเรียนบางลูกที่อาจไม่ได้สวยงามมาแปรรูปให้กลายเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งก็นับว่านี่คือผลดีไม่น้อย การทำทุเรียนทอดจึงกลายเป็นการนำทุเรียนมาถนอมอาหารที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วการทำทุเรียนทอดมักจะเลือกทำเป็นอุตสาหกรรมมากกว่าจะทำเพื่อแค่เอาไว้ทานในครอบครัว เพราะฉะนั้นการทำจึงจำเป็นต้องใช้ความชำนาญพร้อมเครื่องมือเครื่องไม้ไม่น้อยเลยทีเดียว ขั้นตอนการทำทุเรียนทอด 1.เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกทุเรียนที่จะนำมาใช้ทำทุเรียนทอด จะต้องเป็นทุเรียนที่ยังไม่สุกที่สำคัญส่วนมากมักเลือกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเนื่องจากมีเนื้อค่อนข้างเยอะ และมีความแข็งมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ 2.เมื่อได้ทุเรียนตามที่ต้องการก็เอามาผ่าออกเพื่อใช้เนื้อทุเรียน ซึ่งตรงนี้ก็สามารถใช้ได้ทั้งแรงงานมือคนหรือว่าจะใช้เครื่องผ่าก็ได้เหมือนๆ กัน 3.นำเอาเนื้อทุเรียนที่ได้มาทำการสไลด์ให้เป็นแผ่นบางๆ ซึ่งก็อย่างที่กล่าวเอาไว้ว่าส่วนมากแล้วการทำทุเรียนทอดมักทำเป็นอุตสาหกรรมหรือธุรกิจในครัวเรือนมากกว่าการทำเพื่อทานเพียงอย่างเดียว ตรงจุดนี้จึงนิยมใช้เครื่องสไลด์เพื่อให้เนื้อทุเรียนมีแผ่นที่บาง 4.ตั้งกระทะที่จะทอดให้ร้อน ใส่น้ำมันให้ท่วม เปิดไฟแรง เมื่อร้อนได้ที่ก็ใส่เนื้อทุเรียนที่สไลด์เป็นชิ้นบางๆ ลงไป ไม่ต้องคนแต่เอากระชอนแตะไปเรื่อยๆ เพื่อให้ชิ้นของทุเรียนเหยียดตรง ใช้เวลาทอดราว 5 นาที จากนั้นก็ขึ้นพักเอาไว้ 5.เมื่อหายร้อนก็อาจนำไปคัดไซส์ตามขนาดแล้วโรยเกลือและเข้าเตาอบอีกราว 1 ชั่วโมง ก็จะทานได้แล้ว รีวิวรสชาติทุเรียนทอด ส่วนมากแล้วรสชาติของทุเรียนทอดก็จะออกไปทางหวานตามรสชาติของเนื้อทุเรียนเป็นหลัก ตรงจุดนี้ก็จะขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งของแต่ละคนด้วยว่าจะเลือกปรุงแต่งทุเรียนทอดให้ออกมาในรสชาติใด หากโรยเกลือแล้วอบก็จะมีการตัดเค็มเล็กน้อยให้อร่อยเข้ากัน แต่ถ้าหากโรยน้ำตาลก็จะหวานออกไปอีก

xslinfo-currant

ลูกเกด

การแปรรูปวัตถุดิบให้กลายมาเป็นอาหารอีกประเภทเพื่อสามารถเอาไว้ทานได้นานๆ นับว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความหลากหลาย และยืดอายุให้กับวัตถุดิบนั้นๆ ลูกเกดเองก็จัดเป็นวัตถุดิบที่ถูกแปรรูปมาจากผลไม้ชนิดหนึ่งซึ่งนั่นก็คือองุ่น เป็นผลไม้อบแห้งที่คนทั่วโลกค่อนข้างให้ความนิยมเป็นอย่างมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน ก็เลือกเอามาเป็นวัตถุดิบเพื่อใช้งานได้ทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ลูกเกดจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมอย่างหลากหลาย การผลิตลูกเกด ลูกเกดเป็นองุ่นแห้งทีเกิดมาจากกระบวนการการอบ 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย การตากแดด การผึ่ง และการอบด้วยเครื่องจักร ส่วนมากแล้วคนทั่วไปมักนำเอาลูกเกดมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในอาหารประเภทขนมที่นำมาปรุงด้วยวิธีการอบ ซึ่งประเภทของลูกเกดที่เราเห็นก็จะมีด้วยกันค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สีเขียว, สีดำ, สีทอง, สีน้ำเงิน, สีม่วง และสีเหลือง ซึ่งก็มาจากพันธุ์ของลูกเกดที่นำมาผ่านกระบวนการอบว่าเป็นสีอะไร โภชนาการที่ดีของลูกเกด จริงๆ แล้วลูกเกดคือ ผลไม้อบแห้งประเภทหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่กำลังผ่านกระบวนการการอบ รสหวานที่เวลาเราได้ทานจะเป็นรสหวานตามธรรมชาติขององุ่นแห้ง เหตุเพราะมีส่วนประกอบของน้ำตาลประเภทฟลุกโตสอยู่ประมาณ 30% กับกลูโคสอีก 28% นั่นทำให้เราจะเห็นได้ว่าลูกเกดเป็นผลไม้อบแห้งที่มีน้ำตาลออกมาในลักษณะของการตกผลึกแม้ว่าจะผ่านกระบวนการอบแห้งมาแล้วก็ตาม การที่เรานำเอาลูกเกดอบแห้งไปเป็นส่วนประกอบในขนมประเภทเบเกอรี่ต่างๆ การตกต่างหน้าเค้ก หรือเอาไปทำเป็นไส้ขนมอะไรก็ตามคือวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้ความหวานของน้ำตาลในลูกเกดเจือจางลงไปบ้างเวลาทานรวมถึงยังเป็นการเพิ่มความหอมหวานให้กับอาหารประเภทนั้นๆ ด้วย นอกจากของหวานที่เรามักเห็นมีการนำลูกเกดไปเป็นส่วนประกอบบ่อยๆ แล้ว อาหารคาวหลายประเภทก็มีการนำเอาลูกเกดไปเป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกัน ซึ่งหนึ่งในเมนูที่หลายคนรู้จักกันดีก็คือ ข้าวผัดอเมริกัน รสชาติหวานของลูกเกดจะช่วยให้ความเป็นข้าวผัดอเมริกันมีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่าลูกเกดเป็นวัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างสูงไปทั่วโลก สามารถเลือกทานได้เปล่าๆ …

xslinfo Banana Tak

กล้วยตาก

กล้วยเป็นผลไม้บ้านๆ ของไทยที่คนไทยค่อนข้างรู้จัก เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยทานกล้วยกันมาตั้งแต่เด็กแล้วด้วยซ้ำ นี่คือแหล่งวิตามินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเหล่าบรรดาผลไม้หรือวัตถุดิบชนิดต่างๆ ในการจะนำมาทานหรือนำมาประกอบเป็นอาหาร อีกทั้งกล้วยยังเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง รสชาติอร่อย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะนิยมทานกล้วยกันอย่างมาก อย่างไรก็ตามกล้วยที่เราทานกันนั้นก็มีด้วยกันอยู่หลายสายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น กล้วยหอม, กล้วยน้ำว้า, กล้วยตานี, กล้วยไข่ หรือกล้วยเล็บมือนาง เป็นต้น ทว่าด้วยความที่กล้วยเวลาออกผลแต่ละครั้งให้ปริมาณที่เยอะมาก หากไม่มีการนำมาแปรรูปก็อาจทำให้ต้องทิ้งไปเสียเปล่าๆ การทำกล้วยตากจึงกลายเป็นวิธีการแปรรูกล้วยที่ทำให้กล้วยอร่อยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขั้นตอนการทำกล้วยตาก 1.ส่วนมากแล้วการทำกล้วยตากมักเลือกใช้กล้วยน้ำว้าแก่แล้วตัดออกเป็นหวีๆ วางลงบนใบตอง กระสอบ หรืออาจจะนำเอาใส่โอ่ง ถังก็ตามสะดวก แล้วบ่มทิ้งเอาไว้ให้กล้วยสุกดีเสียก่อน ซึ่งวิธีการดูง่ายๆ ก็คือตรงเหลี่ยมกล้วยที่จะเป็นมนๆ 2.ปอกเปลือกกล้วยแล้วเรียงไว้บนตะแกรง เอาไปตากแดดจนกล้วยเกือบแห้งสนิท ซึ่งอาจใช้เวลานานหน่อยประมาณ 5 วัน และจำเป็นต้องคอยพลิกกลับด้านอยู่เสมอ 3.พอเข้าวันที่ 6 ก่อนนำกล้วยไปตากแดดให้เอาเกลือกับน้ำมาละลายเข้าด้วยกัน ตั้งไฟต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น หาอุปกรณ์มากดคลึงกล้วยให้แบน จากนั้นเอากล้วยลงไปล้างในน้ำเกลือต่อมาก็นำกลับไปวางไว้บนตะแกรงเช่นเดิม ตากแดดทิ้งไว้อีก 1-2 วัน จนกล้วยแห้งสนิท 4.เมื่อแห้งสนิทจนได้ที่ก็ใส่ลงหม้อ ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 1 คืน …

xslinfo-Sweet pudding

ผัดเปรี้ยวหวาน

เสน่ห์อย่างหนึ่งของอาหารไทยก็คือ เป็นอาหารที่สามารถดัดแปลงเป็นเมนูที่น่าสนใจได้อย่างหลากหลาย มีความกลมกล่อมในด้านของรสชาติอาหารไม่ใช่จะยึดติดอยู่กับรสชาติใดรสชาติหนึ่ง การทำอาหารของคนไทยเองจึงค่อนข้างที่จะสามารถนำเอาวัตถุดิบต่างๆ ที่บางครั้งดูแล้วอาจไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่นักมาแปรเปลี่ยนเป็นเมนูสุดพิเศษได้ คิดเอาง่ายๆ ว่ารสชาติของกับข้าวในส่วนของรสหวานกับรสเปรี้ยวมันอาจดูเป็นสิ่งที่ขนานกันแต่สำหรับคนไทยไม่มีอะไรยากเกินกว่าจะนำเอารสชาติทั้งสองนี้มารวมกันเป็น ผัดเปรี้ยวหวาน วัตถุดิบและขั้นตอนการทำผัดเปรี้ยวหวาน อันดับแรกต้องบอกก่อนว่าผัดเปรี้ยวหวานจัดเป็นอาหารคาวประเภทหนึ่งที่นิยมทานกับข้าวสวยร้อนๆ เป็นอาหารที่สามารถเลือกนำเอาเนื้อสัตว์ที่ต้องการมาใส่เป็นส่วนประกอบได้ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนว่าอยากเลือกนำเอาเนื้อสัตว์ประเภทไหนมาใช้ซึ่งในที่นี้จะขอแนะนำเป็นเนื้อหมู วัตถุดิบในการทำผัดเปรี้ยวหวาน เนื้อหมู, สับปะรด, มะเขือเทศ, แตงกวา, พริกใหญ่สีต่างๆ, หอมหัวใหญ่, กระเทียมสับ, ซีอิ๊วขาว, น้ำตาลทราย, น้ำมันหอย, ซอสมะเขือเทศ, น้ำมันพืช, น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำผัดเปรี้ยวหวาน 1.หั่นเนื้อหมูให้เป็นชิ้นกำลังพอดีคำ ส่วนผักชนิดต่างๆ ก็ให้หั่นในลักษณะที่สามารถทานได้ง่ายวางเตรียมเอาไว้ 2.ตั้งกระทะไฟปานกลางใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยเมื่อน้ำมันเริ่มร้อนก็ให้ใส่กระเทียมสับลงไปผัด แต่อย่าผัดให้ไหม้เพราะจะขม 3.เมื่อผัดกระเทียมจนหอมได้ที่ก็ให้ใส่เนื้อหมูลงไปผัดให้เนื้อหมูเริ่มสุกเล็กน้อยจากนั้นก็ใส่ผักชนิดต่างๆ ลงไป โดยควรเรียงลำดับดังนี้ แตงกวา มะเขือเทศ พริกใหญ่สีต่างๆ หอมหัวใหญ่ และสับปะรด 4.ปรุงรสด้วยการใส่น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอยและซอสมะเขือเทศ เติมน้ำเปล่าเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แห้งจนติดกระทะ 5.ผัดต่อไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมต่างๆ เริ่มสุกจากนั้นก็ปิดไฟแล้วตักใส่จานก็เป็นอันเสร็จสิ้น รีวิวรสชาติผัดเปรี้ยวหวาน รสชาติที่อร่อยของผัดเปรี้ยวหวานจะต้องนำด้วยรสชาติเปรี้ยวจากซอสมะเขือเทศแล้วตัดหวานจากน้ำตาลกับผักชนิดต่างๆ แต่แนะนำว่าอย่าให้รสชาติใดรสชาติหนึ่งนำกันจนเกินไปเพราะมันจะไม่เกิดรสชาติผสมผสานที่ลงตัว อาจมีการตัดด้วยรสเค็มอีกเล็กน้อยบางคนชอบเผ็ดก็ใส่พริกลงไปให้มากก็จะได้รสชาติผัดเปรี้ยวหวานตามที่ต้องการ …

xslinfo-Stir fry

ผัดมันแกว

หากลองนึกถึงมันแกวเชื่อว่าหลายคนคงมองเจ้าวัตถุดิบชนิดนี้เป็นผลไม้อย่างแน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันแกวจัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งมีรสชาติหวานอยู่ในตัวเอง คนส่วนใหญ่นิยมนำมาต้มให้สุกแล้วทานสดๆ แต่ก็มีหลายคนที่เลือกนำเอามันแกวมาเป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายชนิดแม้ส่วนใหญ่จะเน้นเป็นของหวานก็ตาม ทว่าการนำมันแกวมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของอาหารคาวด้วยการนำมาทำเป็น ผัดมันแกว ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่น่าสนใจกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว วัตถุดิบ และขั้นตอนการทำผัดมันแกว อย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนต้นว่าส่วนมากแล้วคนทั่วไปมักจะนำเอามันแกวมาเป็นส่วนประกอบของอาหารหวาน แต่การที่มันแกวไม่ได้มีรสชาติหวานจนเกินไปทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารคาวแสนอร่อยได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเมนูผัดมันแกวที่ว่านี้การเลือกใช้เนื้อสัตว์ก็จะขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้ทำ พื้นฐานก็คือเนื้อหมูหรือหมูสับ แต่ถ้าหากว่าใครอยากใส่กุ้ง หมึก ไก่ ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกเช่นเดียวกัน วัตถุดิบในการทำผัดมันแกว หมูสับ, มันแกว, แครอท, เห็ดหูหนู, ถั่วฝักยาว, กระเทียมสับ, น้ำปลา, น้ำตาลทราย, น้ำมันหอย, น้ำมันพืช ขั้นตอนการทำผัดมันแกว 1.หั่นแครอทให้เป็นลูกเต๋า ซอยเห็ดหูหนูให้เป็นเส้นฝอย มันแกวหั่นให้เป็นแท่งเล็กๆ ถั่วฝักขาวหั่นเฉลียง 2.นำกระทะตั้งไฟปานกลางเทน้ำมันพืชลงไปไม่ต้องเยอะมาก เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม 3.เมื่อกระเทียมสุกได้ที่ก็ให้ใส่หมูสับที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้เนื้อหมูเปลี่ยนสี 4.ใส่มันแกวตามลงไปผัดสักครู่เพื่อให้มันแกวเริ่มมีความนิ่มในตัวเอง 5.เมื่อมันแกวเริ่มนิ่มก็ให้ใส่แครอทหั่นเต๋า, เห็ดหูหนูซอย และถั่วฝักยาวหั่นเฉลียงลงไป จากนั้นก็ผัดให้ผักต่างๆ เริ่มสุก 6.ปรุงรสให้ได้ตามต้องการด้วยการใส่น้ำปลา, น้ำตาลทราย, น้ำมันหอย จากนั้นก็ผัดให้ได้รสชาติ 7.เมื่อผัดจนทุกอย่างสุกดีแล้วก็ตักใส่จากพร้อมเสิร์ฟ รีวิวรสชาติผัดมันแกว รสชาติของผัดมันแกวก็จะออกเป็นรสชาติผัดผักทั่วไปคือมีรสเค็มจากเครื่องปรุงต่างๆ ตามด้วยรสหวานของผักและมันแกว …

xslinfo-Strawberry

ยำสตรอเบอร์รี่

ผลไม้เมืองหนาวที่คนไทยค่อนข้างชื่นชอบ และให้ความนิยมเป็นอย่างมากก็คือ สตรอเบอร์รี่ ปกติแล้วการทานผลไม้ชนิดนี้ของคนทั่วไปก็จะเลือกทานกันแบบสดๆ หรือไม่ก็มีการนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมสำหรับอาหาร ขนม ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกนำเอาไปทำอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่าความแปลกของสตรอเบอร์รี่ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันมากนักคือนี่เป็นผลไม้ที่สามารถนำเอาไปทำเป็นยำเหมือนเวลาที่เราทานยำรวมมิตร ยำวุ้นเส้น ได้ด้วย แถมความอร่อยยังสุดกว่ายำจำพวกนั้นอีกหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำยำสตรอเบอร์รี่ จริงๆ แล้วการทำยำสตรอเบอร์รี่มันไม่ได้มีความแตกต่างไปจากการทำยำทั่วๆ ไปเลย มันคล้ายกับว่าเป็นการเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจากสิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ มาเป็นสตรอเบอร์รี่ผสมผสานกับของอร่อยหลายๆ ชนิดตามแต่ต้องการซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเลือกนำเอาอะไรมาใส่ประกอบกันบ้างเพื่อให้เป็นไปตามความชื่นชอบของตัวเอง วัตถุดิบในการทำยำสตรอเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่สด, พริกขี้หนู, มะเขือเทศ, หอมหัวใหญ่, ใบคื่นช่าย, กุ้งปอกเปลือก, หมูสับ, น้ำปลา, มะนาว, น้ำตาลทราย ขั้นตอนในการทำยำสตรอเบอร์รี่ 1.นำสตรอเบอร์รี่มาล้างให้สะอาดแล้วหั่นครึ่งในปริมาณตามที่ต้องการ 2.นำกุ้งที่ปอกเปลือกแล้วตัดหัว ดึงเส้นดำ แล้วลวกให้สุก เช่นเดียวกับหมูสับก็รวนให้สุกด้วยเหมือนกัน 3.มะเขือเทศผ่า 4 เสี้ยว หอมหัวใหญ่ซอยให้ชิ้นกำลังพองาม 4.ตำหรือปั่นพริกขี้หนูตามต้องการแล้วใส่ลงไปในถ้วยสำหรับยำ ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว น้ำตาลทราย ตามชอบ 5.เมื่อปรุงจนได้รสที่ต้องการก็ให้ใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยด้วยใบคื่นช่ายเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น รีวิวรสชาติยำสตรอเบอร์รี่ สิ่งแรกที่จะสามารถสัมผัสได้อย่างแน่นอนก็คือ …

Somtum Fruits

ส้มตำผลไม้รวม

อาหารประจำชาติไทยที่นอกจากคนไทยแทบทุกคนจะต้องเคยทานแล้ว ชาวต่างชาติที่มายังเมืองไทยหรือเคยได้ยินชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารไทยจะต้องรู้จักอาหารที่เรียกว่า ส้มตำ อย่างแน่นอน เพราะนี่คือ เมนูแสนอร่อยมีความครบถ้วนทั้งเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางอาหาร จึงไม่แปลกที่ใตรต่อใครต่างก็นิยมชมชอบการทานส้มตำกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามส้มตำโดยปกติแล้วก็คือการนำเอามะละกอดิบมาสับเป็นเส้นแล้วตำกับเครื่องเคราต่างๆ ตามใจคนทานว่าอยากให้ส้มตำออกมาเป็นลักษณะใด แต่ก็ยังมีตำอีประเภทที่จะต้องลืมภาพของส้มตำที่ใช้มะละกอไปได้เลย เพราะตำที่ว่านี้ก็คือ ส้มตำผลไม้รวม วัตถุดิบและขั้นตอนการทำส้มตำผลไม้รวม การทำส้มตำผลไม้รวมไมได้มีอะไรยุ่งยากอย่างที่คิด ที่สำคัญสามารถเลือกผลไม้ที่ตเนองชื่นชอบมาเป็นส่วนประกอบในการทำได้อีกต่างหาก ส่วนรสชาติก็เรียกได้ว่าตามใจชอบกันเลยทีดียว วัตถุดิบในการทำส้มตำผลไม้รวม ผลไม้ตามชอบ อาทิ แอปเปิ้ล, ส้ม, องุ่น, แก้วมังกร, ฝรั่ง, สับปะรด เป็นต้น, มะเขือเทศ, แครอทฝอย, กระเทียม, กุ้งแห้ง, พริกขี้หนู, น้ำปลา, มะนาว, น้ำตาลปี๊บ, ถั่วลิสง ขั้นตอนในการทำส้มตำผลไม้รวม 1.นำกระเทียมกับพริกขี้หนูใส่ในครกแล้วโขลกให้พอแตกหากใครชอบเผ็ดก็ใส่พริกเยอะหน่อยได้ 2.นำผลไมมาหั่นให้เป็นชิ้นพอดีคำจากนั้นก็นำใส่ครก ตามด้วยมะเขือเทศหั่น 4 แครอทฝอย กุ้งแห้ง โขลกเบาๆ อย่าแรงเพราะจะทำให้ผลไม้ช้ำและดูไม่น่าทาน บางคนเลือกใช้วิธีการคนด้วยซ้ำ 3.ปรุงรสชาติตามใจชอบด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ, น้ำมะนาว จากนั้นก็คนเบาๆ ให้รสชาติกลมกล่อมเข้ากันเป็นอย่างดี …